มีประกัน = จ่ายแพงกว่า?
แล้วทำไมสุดท้าย “คนซื้อประกัน” ต้องเป็นคนร่วมจ่าย

มีเรื่องมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังครับ
ล่าสุด Admin ไปโรงพยาบาล แล้วเจอคำถามที่เราคุ้นกันดี
“มีประกันไหมคะ?”
ฟังดูเป็นคำถามธรรมดา
แต่สิ่งที่ทำให้น่าคิดคือ บางครั้งพอบอกว่า “ไม่มีประกัน” เราจะได้ยินแนวทางหนึ่ง ราคาแบบหนึ่ง
แต่พอบอกว่า
“มีครับ”
บรรยากาศเหมือนงบประมาณในห้องเพิ่มขึ้นทันที
แน่นอนครับ ประสบการณ์หนึ่งครั้งไม่ได้แปลว่าโรงพยาบาลทุกแห่งทำแบบเดียวกัน และราคาที่ต่างกันอาจมีเหตุผลจากแพ็กเกจ สัญญากับบริษัทประกัน หรือรูปแบบบริการที่ต่างกัน
แต่คำถามนี้ยังน่าถามอยู่ดีว่า
ถ้าคนมีประกันถูกใช้บริการมากขึ้น ตรวจมากขึ้น หรือราคาสูงขึ้นเพียงเพราะ “ประกันจ่ายได้” แล้วสุดท้ายต้นทุนนั้นไปอยู่ที่ไหน?
คำตอบคือ
มันไม่ได้หายไปครับ
มันกลับมาในรูปของ เบี้ยประกันที่แพงขึ้น
แล้ววันหนึ่งก็กลับมาหาพวกเราอีกครั้งในคำว่า
Copayment — ร่วมจ่าย
ประเทศไทยกำลังเจอปัญหา Medical Inflation หรือเงินเฟ้อทางการแพทย์ในระดับสูงมาก สภาพัฒน์รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของไทยอยู่ราว 10.8% สูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่า โดยสาเหตุไม่ได้มีอย่างเดียว แต่รวมตั้งแต่เทคโนโลยีการแพทย์ราคาแพง ค่าแรงบุคลากร ราคายาและเวชภัณฑ์ ไปจนถึงการใช้บริการของผู้มีประกันที่เพิ่มขึ้น (NESDC)
แล้วพอค่ารักษาขึ้น
บริษัทประกันจ่ายมากขึ้น
เบี้ยก็ต้องขึ้น
สุดท้ายระบบเริ่มพูดว่า
“งั้นคนใช้ประกันต้องช่วยจ่ายด้วยนะ”
คปภ. จึงมีหลักเกณฑ์ Copayment สำหรับประกันสุขภาพฉบับใหม่บางแบบที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป โดยไม่ได้หมายความว่าคนมีประกันทุกคนจะต้องร่วมจ่าย แต่จะเกิดในปีต่ออายุถ้าเข้าเงื่อนไขการเคลมที่กำหนด เช่น การนอนโรงพยาบาลด้วยโรคเล็กน้อยโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หลายครั้งและยอดเคลมสูงตามเกณฑ์ โดยอาจร่วมจ่ายสูงสุด 30% และบางกรณีรวมสูงสุด 50% (OIC)
ตรงนี้แหละครับที่เป็น ตลกร้าย
คนจำนวนมากซื้อประกันเพราะคิดว่า
“ถ้าป่วย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน”
แต่วันหนึ่งกลับต้องเริ่มกังวลว่า
“ถ้าใช้ประกันมากไป ปีหน้าจะต้องร่วมจ่ายไหม?”
แล้วคำถามที่ควรถามให้ครบคือ
ใครทำให้ต้นทุนสูงขึ้นกันแน่?
คนไข้ที่ใช้สิทธิ?
โรงพยาบาลที่ให้บริการ?
บริษัทประกันที่ออกแบบความคุ้มครอง?
โครงสร้างราคายาและค่ารักษา?
หรือระบบทั้งหมดที่เคยสร้างแรงจูงใจว่า
“ไม่เป็นไร ประกันจ่าย”
ความจริงน่าจะเป็นว่า
ไม่มีผู้ร้ายคนเดียวครับ
มีคนไข้บางส่วนใช้สิทธิเกินความจำเป็นจริง
มีการรักษาและเทคโนโลยีที่แพงขึ้นจริง
มีค่าแรงบุคลากรสูงขึ้นจริง
และสภาพัฒน์เองยังเสนอให้รัฐพิจารณากำกับราคายาและเวชภัณฑ์ เพิ่มความโปร่งใสของโครงสร้างราคา และให้ผู้ป่วยมีส่วนตัดสินใจในการรักษามากขึ้นด้วย (ThaiPublica)
ดังนั้น ถ้าจะแก้ด้วยการบอกผู้เอาประกันเพียงว่า
“คุณต้องช่วยจ่ายนะ จะได้ไม่เคลมเยอะ”
อย่างเดียว
ก็คงเหมือนบ้านน้ำรั่วจากหลายจุด
แต่เราเลือกเดินไปปิดก๊อกของคนใช้ห้องน้ำอย่างเดียว
แล้วพวกเราทำอะไรได้บ้าง?
อย่างแรก เวลาเข้าโรงพยาบาล อย่าให้คำว่า “ประกันจ่าย” ทำให้เราเลิกถามราคา
ถามได้ครับว่า
ตรวจนี้จำเป็นไหม?
มีทางเลือกอื่นไหม?
ราคาประมาณเท่าไร?
ถ้าไม่มีประกัน ราคาต่างกันหรือไม่ และต่างเพราะอะไร?
ผู้บริโภคมีสิทธิสอบถามรายการยาและราคา และโรงพยาบาลเอกชนต้องมีการแสดงราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้ตรวจสอบได้ กรมการค้าภายในยังมีระบบและช่องทางรับเรื่องร้องเรียนเรื่องราคา Call Center 1569 (Digital Innovation and Technology)
อย่างที่สอง ใช้ประกันเพราะจำเป็น ไม่ใช่เพราะเสียดายเบี้ย
ประกันไม่ใช่ Buffet
การคิดว่า
“จ่ายเบี้ยมาแล้ว ต้องใช้ให้คุ้ม”
อาจฟังดูเหมือนฉลาด
แต่ถ้าทุกคนคิดแบบนั้น วันหนึ่งค่า Buffet ก็ต้องขึ้นทั้งร้าน
อย่างที่สาม อ่านกรมธรรม์ของตัวเองให้รู้ว่า Copayment ใช้กับเราหรือไม่ ใช้เมื่อไร และเข้าเงื่อนไขอย่างไร
อย่าเพิ่งกลัวจากโพสต์สั้น ๆ ว่า
“ต่อไปประกันสุขภาพต้องจ่ายเองครึ่งหนึ่งหมดแล้ว”
ไม่ใช่ครับ
หลักเกณฑ์มีเงื่อนไขชัดเจน และหากสงสัยเรื่องกรมธรรม์หรือบริษัทประกัน สามารถสอบถาม คปภ. ที่สายด่วน 1186 ได้ (OIC)
และสุดท้าย
เราในฐานะผู้บริโภคควรช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ว่า
มีประกัน ก็ยังถามราคาได้
มีวงเงิน 5 ล้าน
ไม่ได้แปลว่าค่ารักษา 500,000 บาทไม่ใช่เงิน
เพราะตอนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เราอาจรู้สึกว่า
“บริษัทประกันเป็นคนจ่าย”
แต่ในระยะยาว
บริษัทประกันก็เอาต้นทุนนั้นกลับไปคำนวณเป็นเบี้ย
แล้วคนที่มายืนจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ในปีต่อ ๆ ไป
ก็ยังเป็นพวกเราอยู่ดี
เรื่องนี้จึงไม่ควรกลายเป็นสงครามว่า
โรงพยาบาลผิด
หรือ
คนเคลมผิด
แต่น่าจะเป็นคำถามใหญ่กว่านั้นว่า
เราจะทำอย่างไรให้ ค่ารักษาสมเหตุสมผล การรักษาจำเป็น ผู้บริโภครู้ราคา และประกันยังอยู่ในระดับที่คนธรรมดาซื้อไหว
เพราะประกันสุขภาพที่ดีที่สุด
ไม่ใช่ประกันที่เรา “ใช้ให้คุ้มที่สุด”
แต่คือประกันที่อยู่กับเราได้นานพอ
โดยไม่ทำให้ทั้งระบบแพงจนวันหนึ่งไม่มีใครจ่ายไหว
และถ้าวันนี้คุณเป็นคนหนึ่งที่ซื้อประกันเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัว
อย่าเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหาครับ
ใช้สิทธิเมื่อจำเป็น
ถามราคาเมื่อสงสัย
เลือกการรักษาอย่างมีข้อมูล
แค่นี้เราก็กำลังช่วยให้เงินของตัวเอง
และระบบที่เราทุกคนต้องพึ่งพา
แข็งแรงขึ้นแล้วครับ
ThaiPFA อยากให้ทุกคนใช้สิทธิประกันอย่างเข้าใจ ถามราคาเมื่อสงสัย และรักษาเมื่อจำเป็น เพราะการดูแลเงินของเรา ไม่ได้แปลว่าต้องกลัวการใช้ประกัน แค่รู้ว่าเรากำลังจ่ายอะไร และทำไมครับ
— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
#ประกันสุขภาพ #Copayment #เงินเฟ้อค่ารักษา #ค่ารักษาพยาบาล #ThaiPFA
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ