สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
วิกฤตโรงเรียน นานาชาติ มันบอกอะไรพวกเรา
 

ถ้าหมายถึงกระแสล่าสุด ผมว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า “วิกฤตโรงเรียนนานาชาติ” คือ โรงเรียนเอกชนทั่วไปกำลังเจอวิกฤต แต่โรงเรียนนานาชาติกลับยังโตสวนทาง ครับ และภาพนี้กำลังบอกอะไรเราเยอะมาก
 

โรงเรียนไทยปิด แต่นานาชาติยังโต

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา…แต่มันคือภาพเอ็กซเรย์เศรษฐกิจไทย


วิกฤตโรงเรียน นานาชาติ มันบอกอะไรพวกเรา
 

ช่วงนี้มีข่าวโรงเรียนเอกชนทยอยปิด ผู้ปกครองค้างค่าเทอม จำนวนนักเรียนลดลง

ปี 2569 มีรายงานว่าโรงเรียนเอกชนปิดไปแล้วมากกว่า 60 แห่ง และยอดค้างค่าเทอมกับค่าธรรมเนียมรวมกว่า 2,100 ล้านบาท (Thai PBS)

ฟังแล้วอาจคิดว่า
 

“ก็เด็กเกิดน้อย โรงเรียนก็ต้องมีน้อยลง เป็นเรื่องธรรมดา”

จริงครับ

แต่เรื่องมันน่าสนใจตรงที่…

ในขณะที่โรงเรียนจำนวนหนึ่งกำลังหานักเรียนแทบไม่ได้
 

โรงเรียนนานาชาติกลับยังเติบโต

ข้อมูลภาคธุรกิจสะท้อนว่า จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติยังเพิ่มขึ้น และกลุ่มโรงเรียนนานาชาติที่นำมาศึกษามีกำไรสุทธิรวมเพิ่มจาก 409 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 1,835 ล้านบาทในปี 2567 (Department of Business Development)

นี่แหละครับที่น่าคิด
 

เด็กหายไปจากประเทศเดียวกัน
แต่ไม่ได้หายไปจากทุกโรงเรียนเท่ากัน

 

ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ปี 2568 เพียงประมาณ 416,000 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี และมีคนเสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่อีกต่างหาก (Anamai)
 

แปลว่า “ลูกค้า” ของธุรกิจการศึกษากำลังหายจริง

แต่ครอบครัวที่ยังมีกำลังซื้อสูง

กลับพร้อมจ่ายค่าเทอมปีละหลายแสนถึงหลักล้าน เพื่อซื้อสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะเพิ่มโอกาสให้ลูก

นี่จึงไม่ใช่แค่วิกฤตจำนวนเด็ก
 

มันคือ สัญญาณการแบ่งชั้นของตลาดการศึกษา

พูดแบบเจ็บ ๆ หน่อยคือ
 

เมื่อก่อนเราแข่งกันว่า
“ลูกเรียนโรงเรียนอะไร?”
 

อนาคตเราอาจแข่งกันตั้งแต่

“ครอบครัวคุณยังมีกำลังซื้อการศึกษาแบบไหนอยู่?”

โรงเรียนนานาชาติที่เติบโต ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนไทยไม่ดีทั้งหมด

แต่กำลังสะท้อนว่า ผู้ปกครองบางกลุ่มยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะให้ลูกได้มากกว่า
 

ภาษา
เครือข่าย
หลักสูตร
ทักษะอนาคต
โอกาสเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศ
หรือสภาพแวดล้อมที่เขามองว่าตอบโจทย์กว่า
 

ตรงนี้ต่างหากที่ระบบการศึกษาไทยควรถามตัวเอง
 

ไม่ใช่แค่

“ทำไมพ่อแม่แห่ไปโรงเรียนนานาชาติ?”

แต่ต้องถามว่า

“เขากำลังหนีอะไรจากระบบเดิม?”

อีกสัญญาณหนึ่งที่เรื่องนี้กำลังเตือนเราคือ
 

“มีลูก” กำลังกลายเป็นเรื่องของฐานะมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

เพราะพอครอบครัวคิดเรื่องลูก

มันไม่ได้มีแค่ค่านมกับผ้าอ้อม
 

แต่มีค่าโรงเรียน
ค่ากิจกรรม
ค่าเรียนพิเศษ
ค่ามหาวิทยาลัย
ค่าที่อยู่อาศัย
และคำถามใหญ่ว่า
 

“เราจะให้ชีวิตแบบที่อยากให้เขาได้ไหม?”

พอคำตอบเริ่มไม่แน่ใจ

หลายคนก็เลือก

ไม่มีดีกว่า

ประเทศไทยจึงไม่ได้มีเพียง “วิกฤตโรงเรียน”

แต่กำลังเจอวงจรใหญ่กว่า

 

เด็กเกิดน้อย → โรงเรียนแข่งขันหนัก → โรงเรียนบางส่วนปิด → พ่อแม่ยิ่งกังวลเรื่องคุณภาพ → คนที่มีกำลังซื้อย้ายขึ้นตลาดบน → ความเหลื่อมล้ำยิ่งชัด

 

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับพวกเราที่ไม่ได้ทำธุรกิจโรงเรียน?

เกี่ยวมากครับ

เพราะมันกำลังบอกว่า
 

อีก 10–20 ปีข้างหน้า

ธุรกิจที่พึ่ง “คนจำนวนมาก” อาจไม่ได้โตเหมือนอดีตอีกแล้ว

โรงเรียน
ของเล่นเด็ก
บ้านสำหรับครอบครัว
สินค้าแม่และเด็ก
มหาวิทยาลัย
แรงงาน
ประกันสังคม
 

ทั้งหมดจะได้รับผลจากคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนน้อยลง

ขณะเดียวกัน ตลาดอาจแยกชัดขึ้นเป็น
 

ของราคาถูกที่ต้องแข่งกันหนักมาก

กับ

ของราคาแพงที่ขายให้คนกลุ่มเล็ก แต่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพ
 

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องโรงเรียนครับ

มันคือสิ่งที่ธุรกิจไทยจำนวนมากกำลังจะเจอ

และในฐานะพ่อแม่ เรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรีบหาเงินล้านเพื่อส่งลูกเรียนนานาชาติ

โรงเรียนแพงไม่ได้รับประกันว่าเด็กจะประสบความสำเร็จ

เหมือนนาฬิกาแพงไม่ได้ทำให้เรามีเวลาเพิ่ม
 

สิ่งสำคัญกว่าคือ

เรารู้หรือยังว่าอยากให้ลูกได้อะไรจากการศึกษา

ภาษา?
การคิด?
ความมั่นใจ?
วินัย?
ความสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น?
 

บางอย่างซื้อได้ด้วยค่าเทอม

แต่บางอย่างพ่อแม่ต้องสร้างเองที่บ้าน

ดังนั้นข่าวโรงเรียนปิด โรงเรียนนานาชาติโต ไม่ควรทำให้เราตกใจอย่างเดียว

มันควรทำให้เราเห็นว่า
 

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างประชากร
เศรษฐกิจกำลังแบ่งตลาดชัดขึ้น
และคำว่า “การศึกษา” กำลังกลายเป็นการลงทุนที่ครอบครัวต้องคิดหนักกว่าเดิม

 

ถ้ามีลูก ก็วางแผนให้เร็วขึ้น
ถ้าทำธุรกิจ ก็เริ่มดูว่าลูกค้าในอีก 10 ปีจะเป็นใคร
ถ้าเป็นคนทำงาน ก็พัฒนาทักษะให้ตัวเองมีค่ามากขึ้นในโลกที่คนทำงานจะน้อยลง
 

เราไม่จำเป็นต้องกลัวอนาคตครับ

แต่ต้องเลิกวางแผนชีวิตด้วยสมมติฐานว่า
 

“อีกสิบปี ทุกอย่างคงเหมือนวันนี้”
 

เพราะแค่จำนวนเด็กในห้องเรียน

ก็เริ่มบอกเราแล้วว่า
 

อนาคตไม่ได้กำลังมา

มันเริ่มมาถึงแล้วครับ

ThaiPFA อยากให้ทุกครอบครัวไม่ต้องกังวลว่าต้องเลือกโรงเรียนที่แพงที่สุดครับ สิ่งสำคัญคือรู้ว่าเราอยากสร้างอะไรให้ลูก แล้วค่อยวางแผนให้เหมาะกับกำลังของเรา เพราะอนาคตที่ดี ไม่ได้เริ่มจากค่าเทอมที่สูงที่สุด แต่เริ่มจากการเตรียมตัวที่เหมาะกับชีวิตของเราครับ

— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA

#วิกฤตโรงเรียน #โรงเรียนนานาชาติ #เด็กเกิดน้อย #การศึกษาไทย #ThaiPFA


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA