สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
ป้าดา VS วัดป่า กรณีศึกษาอย่างดี ในการวางแผนมรดก
 

ทำบุญด้วยใจ แต่ถ้าเอกสารไม่จบ

บุญของคนรุ่นหนึ่ง อาจกลายเป็นคดีของคนอีกรุ่น


วางแผนมรดก
 

เรื่อง “ป้าดา ปืนกล กับวัดป่าอดุลยาราม” กำลังทำให้สังคมแบ่งออกเป็นสองฝั่ง

ฝั่งหนึ่งถามว่า
“ที่ดินให้วัดไปแล้ว จะเอาคืนได้อย่างไร?”
 

อีกฝั่งถามว่า
“ถ้าเอกสารยังมีปัญหา แล้วจะบอกว่าเป็นของวัดได้อย่างไร?”
 

แต่ถอยออกมาหน่อย เรื่องนี้มีบทเรียนที่ใหญ่กว่าใครแพ้ใครชนะ

จุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปี 2533 เมื่อเจ้าของที่ดินเดิมแสดงเจตนาให้พื้นที่ประมาณ 21 ไร่ใช้สร้างวัด ต่อมาวัดป่าอดุลยารามได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดอย่างเป็นทางการในปี 2541 แต่ชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อเจ้าของเดิม จึงกลายเป็นหนึ่งในช่องว่างที่ถูกหยิบมาถกเถียงกันหลายสิบปี

นี่แหละปัญหาคลาสสิกของคนไทย
 

ตอนให้ ใช้ใจ
ตอนมีปัญหา ใช้เอกสาร

ผู้ให้ในวันนั้นอาจคิดว่า “ถวายวัดแล้วก็จบ”
 

แต่กฎหมายไม่รู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ในใจ
กฎหมายรู้จักหลักฐาน ขั้นตอน และสิทธิ
 

เมื่อเวลาผ่านไป 30 กว่าปี เจ้าของเดิมไม่อยู่แล้ว ที่ดินจากพื้นที่ป่ากลายเป็นทำเลกลางเมือง และมูลค่าก็ไม่เหมือนวันแรก

สิ่งที่เคยเป็น “ของที่ให้ทำบุญ”

จึงกลายเป็น “ทรัพย์สินที่ต้องถามว่าเป็นของใคร”
 

คดีเดิมเคยผ่านกระบวนการศาลมาแล้ว และในคดีล่าสุด ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ก็วินิจฉัยไปในทางว่าการอุทิศที่ดินมีเจตนาชัดเจนและสิทธิอยู่กับวัด ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะรับฎีกาคดีล่าสุดหรือไม่
 

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ชี้แจงว่า ตามข้อเท็จจริงและแนวทางกฎหมาย ที่ดินส่วนดังกล่าวตกเป็นสาธารณสมบัติสำหรับสร้างวัดตั้งแต่มีการแสดงเจตนา และเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดเมื่อมีการตั้งวัดอย่างถูกต้อง
 

แต่อีกฝ่ายยังตั้งคำถามกับเจตนา เงื่อนไข และขั้นตอนต่าง ๆ

จึงไม่แปลกที่คนดูข่าวจะเสียงแตก

เพราะคนกลุ่มหนึ่งกำลังมองด้วยคำว่า “ศรัทธา”

อีกกลุ่มกำลังมองด้วยคำว่า “สิทธิ”
 

และสองคำนี้ทะเลาะกันเมื่อไร โซเชียลมีงานทำทันที

บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “อย่าบริจาคที่ให้วัด”

แต่คือ จะให้ทรัพย์สินใคร ต้องทำให้จบ
 

ให้ลูกก็โอนให้ชัด
ให้มูลนิธิก็ทำเอกสาร
ให้วัดก็จัดการกรรมสิทธิ์
จะทำพินัยกรรมก็อย่าเขียนให้ลูกหลานต้องเล่นเกมทายใจหลังงานศพ
 

อย่าคิดว่า
“ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าฉันตั้งใจอะไร”

เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่าเราตั้งใจอะไร มักเป็นคนแรกที่จากโลกนี้ไป
 

แล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร?

ในทางกฎหมาย ต้องปล่อยให้กระบวนการศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตัดสินเรื่องสิทธิให้ถึงที่สุด ผู้ว่าฯ ขอนแก่นเองก็ขอให้ทั้งสองฝ่ายรอผลกระบวนการยุติธรรม และเสนอเป็นคนกลางเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย

แต่ต่อให้วันหนึ่งศาลบอกชัดว่าใครมีสิทธิ
 

เรื่องอาจจบในแฟ้มคดี

แต่ไม่ได้แปลว่าจะจบในใจของทุกคน

เพราะศาลตัดสินได้ว่า “ที่ดินเป็นของใคร”

แต่ศาลตัดสินไม่ได้ว่า
ใครควรรู้สึกอย่างไร
ใครศรัทธาใคร
หรือใครจะยอมเชื่อใคร
 

และนี่อาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดของเรื่องนี้

ทำบุญ ไม่ควรทำแค่ให้ถูกใจ
ต้องทำให้ถูกกฎหมายด้วย

 

เพราะถ้าเจตนาดี แต่เอกสารไม่ชัด

สิ่งที่ตั้งใจทิ้งไว้เป็น “บุญ”
 

อาจกลายเป็น “มรดกแห่งความขัดแย้ง”
ให้ลูกหลานสู้กันต่ออีกหลายสิบปี


ThaiPFA อยากให้ทุกการให้ ส่งต่อเป็นความตั้งใจดี ไม่ใช่ความขัดแย้งในวันข้างหน้า เพราะการวางแผนที่ชัดเจนวันนี้ คือความห่วงใยที่เราทิ้งไว้ให้คนข้างหลังครับ


เรื่องนี้มีสอนใน หลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP® ชุดวิชาที่ 5 การวางแผนภาษีและมรดก (Tax and Estate Planning)
 


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA