สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
Meta มี AI แต่ยังต้องมี LISA — เพราะเทคโนโลยีเก่ง ไม่ได้แปลว่าคนอยากใช้
 

Meta ไม่ได้ดึง LISA มาแค่ “ช่วยขายแว่น”

เขากำลังใช้คนที่โลกอยากมอง…ทำให้โลกอยาก “ใส่” เทคโนโลยีของเขา


Meta มี AI แต่ยังต้องมี LISA — เพราะเทคโนโลยีเก่ง ไม่ได้แปลว่าคนอยากใช้
 

ตอนเห็นข่าว Meta เปิดตัว Meta Glasses คอลเลกชันที่ออกแบบร่วมกับ LISA ในงาน Meta Connect 2026 แวบแรกหลายคนอาจคิดว่า

ก็เอาคนดังมาขายของอีกแล้ว

แต่ถ้ามองด้วยแว่นการตลาดดี ๆ

Admin ว่า Meta อ่านเกมลึกกว่านั้นเยอะครับ

เพราะปัญหาของ Smart Glasses ไม่ได้มีแค่คำถามว่า
 

“เทคโนโลยีดีไหม?”

ปัญหาใหญ่กว่าคือ
 

“คนธรรมดาอยากใส่มันเดินออกจากบ้านไหม?”

Meta เองกำลังเดินเกมหนักมากกับ AI Glasses ปีนี้ บริษัทประกาศว่าจะมีแว่น AI มากกว่า 100 แบบภายในสิ้นปี ทั้ง Ray-Ban, Oakley และ Meta Glasses และในคอลเลกชันใหม่ก็มีการร่วมมือกับ LISA โดยตรง พร้อมสองดีไซน์ ได้แก่ Adventurer LISA Edition และ Capri LISA Edition ราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์ มีรายละเอียดเฉพาะตั้งแต่สัญลักษณ์ดาวบนตัวแว่นและเคส ไปจนถึง charm ที่ได้แรงบันดาลใจจากสัตว์เลี้ยงของ LISA และ digital photocard สำหรับเจ้าของแว่นด้วย (Facebook)
 

ตรงนี้สำคัญมากครับ

เพราะ Meta ไม่ได้แค่เอารูป LISA ไปติด Billboard

เขาเอา “โลกของ LISA” ใส่เข้าไปในสินค้า
 

นี่คือคนละเรื่องกันเลย

ถ้าเป็น Presenter ธรรมดา

เราซื้อสินค้าเพราะเห็นคนดังใช้

แต่ถ้าเป็น Collaboration

คนซื้อกำลังรู้สึกว่า
 

“ฉันกำลังถือของชิ้นหนึ่งจากโลกของคนที่ฉันรัก”

และนี่ทำให้สินค้าจาก Gadget

ค่อย ๆ กลายเป็น

Fashion + Identity + Collectible
 

ทันที
 



ทำไมต้อง LISA?

เพราะ Meta มีโจทย์ที่โหดมาก

เขาไม่ได้ต้องการขายคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง

เขาต้องการให้คนยอมเอาคอมพิวเตอร์

มาไว้บนหน้า
 

โทรศัพท์เราเก็บไว้ในกระเป๋าได้

แต่แว่น

ใส่แล้วทุกคนเห็นครับ 
 

เพราะฉะนั้นเรื่อง “สวยไหม เท่ไหม เป็นฉันไหม?”

อาจสำคัญพอ ๆ กับ
 

AI เก่งแค่ไหน
กล้องกี่ล้านพิกเซล
แบตอยู่กี่ชั่วโมง
 

Meta จึงต้องทำให้คนรู้สึกว่า

นี่คือแฟชั่นที่มีเทคโนโลยีอยู่ข้างใน

ไม่ใช่เทคโนโลยีที่พยายามทำตัวเป็นแฟชั่น

การเลือก LISA จึงฉลาดตรงนี้

เธออยู่ตรงจุดตัดของหลายโลกพร้อมกัน
 

ดนตรี
แฟชั่น
Pop Culture
Asia
Global fandom
และคนรุ่นใหม่
 

Meta เองเรียกเธอว่า international icon ในประกาศอย่างเป็นทางการ (Facebook)

พูดง่าย ๆ คือ

Meta ไม่ได้ซื้อแค่ Reach

แต่กำลังซื้อ

“สิทธิในการถูกมองว่า Cool”

ต่างหาก
 



แล้วถ้ามองอีกชั้นหนึ่ง

Meta กำลังพยายามทำให้ Smart Glasses หลุดจากภาพเดิมว่าเป็น

“ของเล่นของคน Tech”

ให้กลายเป็น

ของที่คนธรรมดาอยากใส่

นี่จึงอธิบายว่าทำไมบริษัทถึงไม่ได้มีแค่แว่นรุ่นเดียว

แต่กำลังแตกออกเป็นสี ทรง ราคา และแบรนด์จำนวนมาก

เพราะถ้าคุณต้องการให้แว่น AI กลายเป็นของ Mass

คุณไม่สามารถขายมันแบบ
 

“นี่คือ Model X สเปกดีที่สุด ซื้อซะ”

เหมือนมือถืออย่างเดียว

แว่นอยู่บนหน้าเรา

คนแต่ละคนต้องรู้สึกว่า
 

“อันนี้เป็นฉัน”

Meta จึงประกาศขยายไลน์สินค้าเป็นมากกว่า 100 ทางเลือกภายในสิ้นปี และร่วมมือกับ EssilorLuxottica เพื่อทำให้แว่นมีความหลากหลายด้านรูปทรงและแฟชั่นมากขึ้น (Facebook)

ตรงนี้เป็นบทเรียนการตลาดที่ดีมาก

ของบางอย่างไม่ได้ขายด้วย “คุณสมบัติ”

 

แต่มันขายด้วย “ตัวตนที่ลูกค้าอยากเป็น”

คนไม่ได้ซื้อ Nike เพียงเพราะยางพื้นรองเท้า

ไม่ได้ซื้อ Starbucks เพราะกาแฟอย่างเดียว

และ Meta ก็ไม่ต้องการให้คนซื้อ Smart Glasses เพราะคำว่า AI อย่างเดียว

เขาต้องการให้เราเห็นมันแล้วคิดว่า

“ฉันอยากเป็นคนที่ใส่ของแบบนี้”
 



อีกเรื่องที่ผมว่า Meta อ่านเกมเก่งมากคือ

LISA ช่วยเปิดประตูเอเชีย

Meta ประกาศพร้อมกันว่ากำลังขยายตลาดแว่นไปหลายประเทศ รวมถึงเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และมีไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง และตลาดอื่น ๆ ตามมาในไลน์ผลิตภัณฑ์บางกลุ่ม (Facebook)

แล้วใครคือคนที่เชื่อม
 

เอเชีย
เกาหลี
ไทย
ยุโรป
อเมริกา
 

ไว้ในคนเดียวได้ง่ายที่สุดคนหนึ่ง?

ก็ LISA นี่แหละครับ

นี่จึงอาจไม่ใช่แค่ Celebrity Marketing

แต่มันคือ Market Entry Strategy

ด้วย

ใช้คนหนึ่งคน

เชื่อมหลายตลาดพร้อมกัน

เก่งไหมล่ะ
 



แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมนี้ไม่มีความเสี่ยง
 

Smart Glasses ยังเผชิญคำถามเรื่อง Privacy หนักมาก โดยเฉพาะเรื่องการบันทึกภาพคนรอบข้าง Meta ต้องออกมาอธิบายระบบไฟ Capture LED และมาตรการป้องกันการปิดบังไฟ ขณะที่ช่วงหลังยังมีแรงกดดันและเสียงวิจารณ์เรื่องการบันทึกแบบไม่ยินยอมอยู่ (Facebook)
 

ดังนั้น LISA ช่วยทำให้แว่น

น่าอยากใส่

ได้
 

แต่ไม่สามารถแทนสิ่งที่ Meta ต้องทำอีกด้านคือ
 

ทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัยเมื่อมีคนใส่
 

นี่เป็นบทเรียนทางการตลาดอีกข้อเลยครับ
 

Brand Ambassador แก้ Awareness ได้
แต่แก้ Product Trust แทนบริษัทไม่ได้

 

สินค้าเองต้องดี
ระบบต้องน่าเชื่อถือ
และประสบการณ์หลังซื้อก็ต้องดีจริง
 



แล้วธุรกิจเล็ก ๆ อย่างพวกเราเรียนอะไรจาก Meta ได้?

ผมว่าเยอะมากครับ

อย่าเริ่มต้น Collaboration ด้วยคำถามว่า

“ใครดังที่สุด?”

ให้ถามว่า

“ใครมีตัวตนตรงกับสิ่งที่เราอยากให้สินค้านี้กลายเป็น?”

ถ้าเราขายเรื่องสุขภาพ
ไม่จำเป็นต้องเอาคน Follow เยอะที่สุด
 

แต่ควรเลือกคนที่คนเห็นแล้วเชื่อมกับ
 

สุขภาพ
ความน่าเชื่อถือ
วินัย
วิถีชีวิต
 

ถ้าขายเรื่องการเงิน

ก็เหมือนกัน

คนดังอาจพาคนเข้าประตูได้

แต่ถ้า Brand Promise คือความน่าเชื่อถือ

คนที่ร่วมงานกับเราก็ต้องสะท้อนสิ่งนั้น

และถ้าจะ Collab ให้ทำแบบ Meta รอบนี้

อย่าแค่เอาหน้าเขามาติดสินค้า
 

ให้เขามีส่วนอยู่ใน Story ของสินค้า
 

สี
รายละเอียด
ชื่อ
ประสบการณ์
Packaging
Content
Community
 

ทำให้แฟนรู้ว่า

“นี่ไม่ใช่สินค้าที่จ้างเขามาถือถ่ายรูปหนึ่งวัน”

แต่มันมีบางอย่างของเขาอยู่จริง

นี่ต่างหากที่ทำให้ Collaboration มีราคา
 



ผมเลยคิดว่า

Meta ดึง LISA มา

ไม่ใช่เพราะแค่

“LISA ดัง”

ถ้าต้องการแค่ยอด Reach

โลกนี้มีคนดังให้เลือกอีกเยอะ

แต่ LISA ให้สิ่งที่ Meta ต้องการพร้อมกันหลายอย่างมาก

Global + Asia + Fashion + Youth + Culture + Fandom

และทั้งหมดนั้นกำลังถูกใช้เพื่อแก้โจทย์ใหญ่ที่สุดของ Smart Glasses ว่า
 

จะทำอย่างไรให้ของที่เคยดู “Tech มาก”

กลายเป็นของที่คนอยากใส่ทุกวัน

นี่คือสิ่งที่น่าศึกษามากครับ

เพราะการตลาดที่เก่ง

ไม่ได้ทำให้คนรู้ว่าสินค้าของคุณมีอะไร

แต่ทำให้คนรู้สึกว่า
 

“ของชิ้นนี้ควรมีที่อยู่ในชีวิตฉัน”

และสำหรับประเทศไทย ก็อดภูมิใจไม่ได้อีกแล้วครับ

เมื่อก่อนแบรนด์ระดับโลกอาจเลือกศิลปินเอเชียเพื่อเจาะเอเชีย

วันนี้ผู้หญิงไทยคนหนึ่งถูกเลือกให้ช่วยนิยามว่า
 

หน้าตาของเทคโนโลยีอนาคตควรดูเป็นอย่างไร

จากบุรีรัมย์

มาถึงจุดที่ชื่อของเธอ

อยู่บนแว่นของหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ที่สุดในโลก

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง LISA อีกต่อไป

แต่มันเป็นอีกหลักฐานว่า
 

คนไทยไม่ได้มีหน้าที่แค่ซื้อเทรนด์จากโลก

วันหนึ่ง

เราก็เป็นคนที่ช่วย สร้างเทรนด์ให้โลก ได้เหมือนกันครับ

ThaiPFA อยากชวนทุกคนมองการตลาดให้ไกลกว่าคำว่า “คนดัง” ครับ ธุรกิจเล็กก็เรียนรู้ได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องหาคนดังที่สุด แต่ต้องหาคนที่ “ใช่ที่สุด” กับตัวตนของแบรนด์ เพราะเมื่อสินค้า คุณค่า และคนที่เล่าเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน ของธรรมดาก็สามารถกลายเป็นของที่คนอยากมีได้ครับ

— ด้วยความภูมิใจและความห่วงใยจาก ThaiPFA

#MetaXLISA #LISA #SmartGlasses #MarketingStrategy #ThaiPFA


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA