สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
ทำไม Bond Yield ขยับนิดเดียว… แต่พอร์ตหุ้น กองทุน และเงินเก็บเราถึงสั่นสะเทือน?
 

Bond Yield คืออะไร
ทำไมตัวเลขนี้ถึงทำให้หุ้น กองทุน และแผนการเงินของเราสะเทือนได้?


ไขข้อข้องใจ Bond Yield ทำไมตัวเลขนี้ถึงกระทบหุ้น กองทุน และเงินในกระเป๋าของคุณ พร้อมแนวทางปรับพอร์ตรับมือความผันผวนอย่างมั่นใจจาก ThaiPFA
.
ช่วงนี้หลายคนอาจเห็นข่าวว่า
Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
.
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว
เหมือนเป็นเรื่องของธนาคารกลาง กองทุนใหญ่ หรือนักลงทุนสถาบัน
.
แต่จริง ๆ แล้ว Bond Yield เป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญ
ที่กระทบเงินในกระเป๋าของคนทั่วไปมากกว่าที่คิด
.
เพราะรอบนี้ Bond Yield ไม่ได้ขึ้นจากเหตุผลเดียว
แต่สะท้อนความกังวลหลายด้านพร้อมกัน
.
ทั้งเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมัน
หนี้รัฐบาล
ปริมาณพันธบัตรที่ออกมาเพิ่มขึ้น
และความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ย
.
เมื่อ Bond Yield ขยับแรง
แรงสั่นสะเทือนไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดพันธบัตร
.
แต่ลามไปถึงหุ้น
หุ้นเทคโนโลยี
กองทุนตราสารหนี้
ทองคำ
ค่าเงิน
ต้นทุนกู้ยืม
และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก
.
แล้ว Bond Yield คืออะไร?
อธิบายง่าย ๆ Bond Yield คือ “ผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ” จากการถือพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ถ้าเราซื้อพันธบัตร เราก็เหมือนให้ผู้ออกพันธบัตรยืมเงินแล้วได้รับดอกเบี้ยกลับมา
แต่สิ่งที่หลายคนมักสับสนคือ…
ราคาพันธบัตรกับ Bond Yield มักเคลื่อนที่สวนทางกัน
.
ถ้า Bond Yield ขึ้น
ราคาพันธบัตรเดิมมักลดลง
.
ถ้า Bond Yield ลง
ราคาพันธบัตรเดิมมักเพิ่มขึ้น
.
เพราะเมื่อพันธบัตรรุ่นใหม่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
พันธบัตรรุ่นเก่าที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า
ก็ต้องปรับราคาลง เพื่อให้ผลตอบแทนโดยรวมดูน่าสนใจพอสำหรับนักลงทุน
.
นี่คือเหตุผลที่บางคนถือกองทุนตราสารหนี้
แล้วสงสัยว่า…
“ทำไมตราสารหนี้ดูปลอดภัย แต่ NAV ยังติดลบได้?”
.
คำตอบคือ
ตราสารหนี้ไม่ได้มีแค่ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้
แต่ยังมี ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย ด้วย
.
ยิ่งตราสารหนี้อายุยาว
ยิ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield มากขึ้น
.
ถ้า Yield ขึ้นแรง
ราคาตราสารหนี้ระยะยาวอาจปรับลงแรงกว่า
ตราสารหนี้ระยะสั้น
.
ดังนั้นคำว่า “กองทุนตราสารหนี้”
ไม่ได้แปลว่าเสี่ยงต่ำเท่ากันทุกกอง
.
ต้องดูว่า
กองนั้นถือพันธบัตรอายุยาวแค่ไหน
คุณภาพเครดิตเป็นอย่างไร
ลงทุนในประเทศหรือต่างประเทศ
มีความเสี่ยงค่าเงินไหม
และเหมาะกับเป้าหมายการเงินของเราหรือเปล่า
.
แล้ว Bond Yield เกี่ยวอะไรกับหุ้น?
.
เมื่อ Bond Yield สูงขึ้น
นักลงทุนเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น
.
เพราะถ้าพันธบัตรหรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
หุ้นก็ต้อง “น่าสนใจมากพอ”
เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่สูงกว่า
.
พูดง่าย ๆ คือ
ถ้าของที่เสี่ยงน้อยให้ผลตอบแทนดีขึ้น
ของที่เสี่ยงมากกว่าอย่างหุ้น
ก็อาจถูกกดดันเรื่องราคาได้
.
โดยเฉพาะหุ้นที่ราคาสูง
หุ้นเติบโต
หุ้นเทคโนโลยี
หรือหุ้นที่มูลค่าปัจจุบันขึ้นอยู่กับกำไรในอนาคตไกล ๆ
.
เพราะเมื่ออัตราคิดลดสูงขึ้น
มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต
ก็อาจถูกประเมินต่ำลง
.
นี่คือเหตุผลที่เวลาข่าว Bond Yield พุ่ง
ตลาดหุ้นมักเริ่มกังวล
.
แต่ในมุมของ ThaiPFA
ประเด็นสำคัญไม่ใช่การเดาว่า
Bond Yield จะขึ้นหรือลงต่อ
.
แต่คือการถามว่า…
พอร์ตของเราเข้าใจความเสี่ยงจาก Yield ดีพอหรือยัง?
.
ถ้าเรามีกองทุนตราสารหนี้
ต้องรู้ว่าเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นหรือระยะยาว
.
ถ้าเรามีกองทุนต่างประเทศ
ต้องรู้ว่าผลตอบแทนไม่ได้มาจากสินทรัพย์อย่างเดียว
แต่ยังมีผลของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง
.
ถ้าเราถือหุ้นเติบโต
ต้องรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่สูงขึ้น
อาจทำให้ราคาหุ้นถูกกดดัน แม้บริษัทยังมีกำไรอยู่
.
ถ้าเราวางแผนเกษียณ
ต้องรู้ว่าสินทรัพย์ที่คิดว่า “ปลอดภัย”
อาจไม่ได้ปลอดภัยจากความผันผวนของราคาเสมอไป
.
และถ้าเราจะจัด Asset Allocation
ต้องเข้าใจว่า Bond Yield คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญ
ที่บอกว่าเงินกำลังไหลไปหาความเสี่ยงแบบไหน
.
ในภาวะ Bond Yield สูง
บางคนอาจมองว่าตราสารหนี้น่าสนใจขึ้น
เพราะได้ผลตอบแทนสูงกว่าเดิม
.
แต่ถ้าเข้าเร็วเกินไปในตราสารหนี้อายุยาว
แล้ว Yield ยังขึ้นต่อ
ราคาก็ยังมีโอกาสผันผวนได้
.
ดังนั้นสำหรับนักลงทุนทั่วไป
สิ่งที่ควรทำไม่ใช่รีบย้ายเงินทั้งหมดไปหุ้น
หรือรีบย้ายเงินทั้งหมดไปตราสารหนี้
.
แต่ควรกลับมาดู 4 เรื่องนี้ก่อน
1. เงินก้อนนี้มีเป้าหมายเมื่อไหร่
2. รับความผันผวนได้แค่ไหน
3. สินทรัพย์ที่ถืออยู่ไวต่อดอกเบี้ยมากหรือไม่
4. พอร์ตกระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง
.
เพราะ Bond Yield ไม่ใช่แค่ตัวเลขในข่าวเศรษฐกิจ
แต่มันคือ “ราคาของเวลาและความเสี่ยง”
ที่ตลาดการเงินใช้ประเมินสินทรัพย์เกือบทุกอย่าง
หุ้น/ตราสารหนี้/กองทุน/ค่าเงิน/ทองคำ/ต้นทุนการกู้ยืมและแผนเกษียณ
ล้วนได้รับผลกระทบจากทิศทางของ Yield ได้ทั้งนั้น
.
การวางแผนการลงทุนที่ดี
จึงไม่ใช่แค่ถามว่า
“ตอนนี้ควรซื้ออะไร?”
.
แต่ต้องถามว่า
“สินทรัพย์ที่เราถืออยู่ จะตอบสนองอย่างไร
ถ้า Bond Yield เปลี่ยน?”
.
เพราะนักลงทุนที่เข้าใจ Bond Yield
จะไม่ได้มองตลาดแค่ขึ้นหรือลง
.
แต่จะเริ่มเข้าใจว่า
ทำไมเงินถึงย้ายที่
ทำไมสินทรัพย์บางอย่างถูกขาย
ทำไมสินทรัพย์บางอย่างน่าสนใจขึ้น
และทำไมพอร์ตของเราต้องมีแผนรับมือเสมอ
.
Bond Yield ขึ้นหรือลง เราควบคุมไม่ได้
แต่เราควบคุมได้ว่า
พอร์ตของเราพร้อมรับมือแค่ไหน
.
(หมายเหตุ): เนื้อหานี้จัดทำเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใด ๆ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเหมาะสมกับเป้าหมาย ระยะเวลา และความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

เพราะความผันผวนของตลาดคือเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ความพร้อมของพอร์ตคือสิ่งที่เราเตรียมการได้เสมอ ThaiPFA หวังว่าความเข้าใจในทุกตัวแปรทางการเงิน จะช่วยให้คุณวางแผนรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจในทุกสถานการณ์ครับ


#ThaiPFA #BondYield #วางแผนการเงิน #ตราสารหนี้ #การลงทุน #บริหารความเสี่ยง #CFP #CFPModule2 #ชีวิตดีขึ้นด้วยการวางแผนการเงิน
 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA