สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก เข้าสู่ระบบ
เดือนนี้ใครจะออกอีก? ประโยคหน้าแคชเชียร์ที่บริษัทไม่ควรมองข้าม
 

“เดือนนี้ใครจะออกอีกล่ะ?”

ประโยคหน้าแคชเชียร์ที่ฟังเหมือนเม้าท์…แต่สำหรับบริษัท มันอาจเป็นสัญญาณเตือนแล้ว


พนักงานเม้าท์กันเรื่องลาออก หรือจริง ๆ นี่คือสัญญาณเตือนขององค์กร?
 

Admin ไปห้างแห่งหนึ่งครับ

ระหว่างยืนรอคิดเงิน ได้ยินพนักงานคุยกันประมาณว่า
 

“อ้าว…เดือนนี้ใครจะออกอีกล่ะ?”
“ออกกันอีกแล้ว”
“รายเดือนเลยนะ…แทบจะรายวันแล้ว”
 

ตอนแรกก็ฟังเหมือนบทสนทนาระหว่างเพื่อนร่วมงานธรรมดา

แต่พอกลับมาคิดดี ๆ
 

ถ้าคนหนึ่งลาออก อาจเป็นเรื่องของคนหนึ่งคน
แต่ถ้าคนออกจนพนักงานเริ่มทายกันว่าเดือนนี้ถึงคิวใคร…เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วครับ

 

มันอาจเป็นข้อมูลขององค์กร

และที่น่าสนใจคือ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ได้สะท้อนแค่

“คนรุ่นใหม่เปลี่ยนงานบ่อย”

อย่างที่เราชอบสรุปกันง่าย ๆ

แต่อาจกำลังบอกว่า

ความสัมพันธ์ระหว่าง “คนทำงาน” กับ “ที่ทำงาน” เปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อก่อนคนจำนวนมากถามว่า

“มีงานให้ทำไหม?”
 

วันนี้คำถามเริ่มกลายเป็น

“งานนี้คุ้มกับเวลาชีวิตของฉันไหม?”

เงินเดือนยังสำคัญครับ

แต่คนเริ่มเอาอย่างอื่นมาคิดพร้อมกัน
 

เวลางาน
ตารางกะ
ระยะทาง
หัวหน้า
บรรยากาศ
ความยุติธรรม
โอกาสเติบโต
สุขภาพกายและใจ
รวมถึงความรู้สึกว่า
 

“ถ้าอยู่ต่ออีก 3 ปี ชีวิตฉันจะไปไหน?”

ถ้าคำตอบไม่ชัด

เงินเดือนอย่างเดียวอาจรั้งคนไว้ไม่ได้แล้ว

 



สำหรับบริษัท เรื่องนี้ต้องระวังมาก

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการลาออกบ่อย ๆ

ไม่ใช่แค่ต้องประกาศรับสมัครใหม่ครับ

มันเกิดวงจรแบบนี้ได้
 

คนออก → คนที่เหลือรับงานเพิ่ม → คนที่เหลือเหนื่อย → บริการแย่ลง → บรรยากาศแย่ → คนใหม่เข้ามาไม่นานก็ออกอีก
 

สุดท้ายองค์กรอาจเริ่มคิดว่า

“ทำไมสมัยนี้หาคนอยู่ยากจัง?”
 

ทั้งที่คำถามอีกด้านที่ควรถามคือ

“เรามีอะไรที่ทำให้คนอยากอยู่?”

อย่าเพิ่งรีบตอบด้วยคำว่า

“เงินเดือนก็จ่ายตรงนะ”
 

เพราะการจ่ายเงินเดือนตรงเวลา

คือ ขั้นต่ำของการจ้างงาน

ไม่ใช่เหตุผลพิเศษที่ทำให้คนผูกพันกับองค์กร

ถ้าพนักงานออกบ่อย บริษัทควรเริ่มดูข้อมูลจริง
 

ออกจากสาขาไหนมากที่สุด
กะไหนคนออกเยอะ
อยู่กี่เดือนแล้วออก
หัวหน้าคนไหน Turnover สูง
เงินเดือนต่ำกว่าตลาดหรือไม่
ตารางงานคาดเดาได้ไหม
คนทำดีได้รับอะไรต่างจากคนทำพอผ่านหรือเปล่า
และที่สำคัญ
 

Exit Interview ที่เก็บมา เคยถูกเอาไปแก้อะไรจริงไหม

เพราะถ้าถามทุกคนว่า

“ทำไมลาออก?”

แล้วคำตอบถูกเก็บเข้า Folder

อันนั้นไม่เรียกว่าเรียนรู้ครับ

เรียกว่า เก็บสถิติ
 



การลาออกมีต้นทุนมากกว่าที่เห็น

บริษัทบางแห่งคิดว่า

“คนออกก็รับใหม่”
 

แต่คนใหม่ต้องหา
ต้องสัมภาษณ์
ต้องอบรม
ต้องมีคนสอน
ช่วงแรกทำงานยังไม่เต็มประสิทธิภาพ
 

ระหว่างนั้นคนเก่าก็ต้องรับภาระเพิ่ม

ลูกค้าอาจได้รับบริการช้าลง

ความรู้จากคนเดิมก็เดินออกประตูไปพร้อมเขา

ดังนั้นบางครั้งบริษัทประหยัดค่าจ้างได้เดือนละไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พัน

แต่เสียค่า Turnover มากกว่านั้นหลายเท่าโดยไม่เคยเอามารวมบัญชี
 

ต้นทุนไม่ได้หายไปครับ
มันแค่ย้ายที่ซ่อน

 



แต่ในมุมพนักงานก็มีบทเรียนเหมือนกัน

ไม่ใช่ว่า

“ถ้างานไม่ชอบ ก็ออกเลย”

ทุกครั้ง

บางงานควรออกจริงครับ

แต่ก่อนออก ควรทำให้ตัวเองมีทางเลือก

เพราะการลาออกจากงานหนึ่ง

ไม่ควรพาเราไปตกหลุมการเงินอีกหลุมหนึ่ง

ก่อนยื่นใบลาออก ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า
 

มีเงินสำรองอยู่ได้กี่เดือน
มีงานใหม่รองรับหรือยัง
มีหนี้อะไรที่ยังต้องจ่าย
ประกันสังคมและสวัสดิการจะเปลี่ยนอย่างไร
ทักษะเราพร้อมสำหรับงานถัดไปหรือยัง
ถ้าหางานนานกว่าที่คิด เรามี Plan B ไหม
 

สิ่งที่น่าจะดีที่สุดจึงไม่ใช่

“ทนทุกอย่างเพราะกลัวตกงาน”

และไม่ใช่

“ไม่พอใจก็ลาออกทันที”
 

แต่คือ

“สร้างฐานะการเงินและทักษะให้แข็งแรงพอ จนเรามีสิทธิเลือก”

 


เรื่องหน้าแคชเชียร์วันนั้นเลยทำให้ Admin คิดว่า

ถ้าเราได้ยินประโยค

“เดือนนี้ใครจะออกอีก?”

ซ้ำ ๆ

องค์กรอาจต้องฟังให้ดีครับ

เพราะมันอาจไม่ใช่เสียงเม้าท์

แต่มันคือ Employee Sentiment แบบไม่ต้องทำ Survey

พนักงานกำลังบอกอะไรบางอย่างแก่กันเอง

ก่อนที่จะบอกบริษัทผ่านใบลาออก

และสำหรับพนักงานเอง

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าอยากออกทุกเช้า

ก็อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองอ่อนแอ

ลองแยกให้ออกว่า
 

คุณกำลังเหนื่อยชั่วคราว
หรือกำลังอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ
 

แล้วค่อยวางแผนทางออกอย่างมีสติ

เพราะทั้งบริษัทและคนทำงาน

จริง ๆ แล้วต้องการสิ่งเดียวกันครับ

บริษัทอยากได้คนที่อยากอยู่

พนักงานก็อยากได้ที่ทำงานที่รู้สึกว่า

“เวลาชีวิตที่เอามาแลก มันคุ้ม”

ถ้าสองอย่างนี้เจอกัน

บริษัทไม่ต้องรั้งคนมาก

และคนก็ไม่ต้องนั่งถามกันทุกเดือนว่า


“คราวนี้ถึงคิวใครออกอีก?”


ThaiPFA อยากให้ทั้งบริษัทและคนทำงานรับฟังกันมากขึ้นครับ คนที่ลาออกไม่ได้แปลว่าไม่อดทนเสมอไป และที่ทำงานที่คนอยู่ต่อก็ไม่ได้เกิดจากเงินเดือนอย่างเดียว ส่วนพนักงานเองก็ไม่จำเป็นต้องทนทุกอย่าง แค่ก่อนเดินออก ควรสร้างเงินสำรอง ทักษะ และทางเลือกให้ตัวเองพร้อมพอ เพื่อให้การเปลี่ยนงานครั้งนั้นพาชีวิตไปข้างหน้า ไม่ใช่พาไปเจอปัญหาใหม่ครับ
 

— ด้วยความห่วงใยจาก ThaiPFA
 

#พนักงานลาออก #Turnover #วัฒนธรรมองค์กร #วางแผนอาชีพ #ThaiPFA

 


 

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพื่อทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น กันนะครับ

ThaiPFA ศูนย์อบรมต้นแบบแห่งแรกของไทยในการจัดอบรมและพัฒนาหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP

 
ยกระดับศักยภาพด้วยการอบรมการเงินในองค์กร และหลักสูตรการวางแผนการเงินจาก ThaiPFA พบกับทีมวิทยากรการเงินมืออาชีพที่พร้อมสอนการเงินให้เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าคุณจะต้องการเรียน CFP เพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ หรือวางแผนการเงินเพื่ออนาคต

ThaiPFA NEWS

เรื่องราวดีๆ ที่อยากบอกเล่า พร้อมข่าวสารและสาระดีๆ ทางการเงิน

ผลงานที่ผ่านมา
portfolio
  • In-House Training, Public Training และบริษัทอื่นๆ...

ความคิดเห็นของผู้เข้าอบรม

หลากหลายความประทับใจ และ คำแนะนำให้อบรมหลักสูตรการวางแผนการเงิน CFP
และหลักสูตรการเงินอื่นๆ กับ ThaiPFA